องค์การบริหารส่วนตำบลนาเชือก
อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม
https://www.nachuek-mk.go.th
นายพิชัย  ชุบสุวรรณ
นายพิชัย ชุบสุวรรณ
นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาเชือก
ข้อมูลทั่วไป
บุคลากร
ข้อมูล การดำเนินงาน
จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์
online ขณะนี้
   คน
สถิติวันนี้
36   คน
สถิติทั้งหมด
30571   คน
เริ่มนับวันที่ 6 เมษายน 2563

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การป้องกันการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนส่วนรวม 

ลงข่าว : 06/10/2569

1. ประกาศนี้คืออะไร

ชื่อที่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยใช้เผยแพร่คือ

“ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม”

ลงวันที่ 8 กันยายน 2569 และเผยแพร่โดยสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569

ประกาศฉบับเต็มจากสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

ประกาศนี้มีความสำคัญกับ อบต. เทศบาล และ อปท. เพราะกระทรวงมหาดไทยได้แจ้งเวียนเรื่องดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงมหาดไทย


2. แก่นสำคัญที่เจ้าหน้าที่ อบต. ต้องเข้าใจ

หลักใหญ่คือ

“เมื่อเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจหรือทรัพยากรของรัฐ ต้องตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของราชการและประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตนเอง ครอบครัว ญาติ พวกพ้อง หรือบุคคลที่ตนมีความสัมพันธ์ด้วย”

แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลัก Conflict of Interest ซึ่งสำนักงาน ก.พ.ร. อธิบายว่าเกิดขึ้นเมื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามามีอิทธิพลจนกระทบความเป็นกลางในการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ


3. สำหรับเจ้าหน้าที่ อบต. “ประโยชน์ส่วนบุคคล” ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเงิน

จุดนี้สำคัญมาก

ประโยชน์ส่วนบุคคลอาจเป็น

  • เงิน
  • ทรัพย์สิน
  • รายได้
  • ธุรกิจ
  • การได้งาน
  • การได้สิทธิพิเศษ
  • ประโยชน์ของครอบครัว
  • ประโยชน์ของญาติ
  • ประโยชน์ของเพื่อนหรือพวกพ้อง
  • การช่วยเหลือบุคคลที่ตนมีความสัมพันธ์
  • การใช้ทรัพย์สินหรือทรัพยากรของ อบต. เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
  • การใช้ข้อมูลราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องมีการรับเงินกันจริง ๆ จึงจะเกิดปัญหาการขัดกันแห่งผลประโยชน์


4. สิ่งที่เจ้าหน้าที่ อบต. ต้องระวังเป็นพิเศษ

ผมสรุปเป็นสถานการณ์ที่พบได้จริงใน อบต. ดังนี้

สถานการณ์ความเสี่ยง
เจ้าหน้าที่มีธุรกิจส่วนตัวแล้ว อบต. จัดซื้อสินค้าจากธุรกิจนั้น???? สูงมาก
เจ้าหน้าที่มีญาติเป็นผู้รับจ้างของ อบต. แล้วตนเองมีส่วนพิจารณา???? สูงมาก
เจ้าหน้าที่ช่วยจัดทำ TOR ให้บริษัทของคนรู้จัก???? สูง
เจ้าหน้าที่เป็นกรรมการตรวจรับงานที่ตนเอง/ครอบครัวมีส่วนได้เสีย???? สูงมาก
ใช้รถราชการไปทำธุระส่วนตัว???? สูง
ใช้เวลาราชการไปทำธุรกิจส่วนตัว???? สูง
ใช้ลูกน้อง อบต. ทำงานส่วนตัว???? สูง
ใช้ข้อมูลภายในของ อบต. เพื่อทำธุรกิจ???? สูง
รู้ราคากลางก่อนแล้วนำข้อมูลไปให้เอกชน???? สูงมาก
ช่วยญาติให้ได้รับใบอนุญาต/สิทธิจาก อบต.???? สูง
รับของขวัญจากผู้รับจ้างที่อยู่ระหว่างการพิจารณางาน???? สูงมาก
ให้คำแนะนำผู้ประกอบการบางรายเป็นพิเศษ???? ต้องระวัง
ใช้ตำแหน่งราชการเพื่อสร้างความได้เปรียบให้ธุรกิจตนเอง???? สูง

5. เรื่อง “จัดซื้อจัดจ้าง” ต้องระวังที่สุด

สำหรับ อบต. ผมมองว่านี่เป็นส่วนที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุด

ตัวอย่างเช่น

เจ้าหน้าที่ ก. เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ

และมีญาติประกอบธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง

ถ้า อบต. กำลังจะซื้อวัสดุก่อสร้าง แล้วเจ้าหน้าที่ ก.

  • ช่วยกำหนดคุณลักษณะ
  • ช่วยกำหนดรายละเอียด
  • ให้ข้อมูลแก่ญาติ
  • เป็นกรรมการพิจารณา
  • เป็นผู้ตรวจรับ
  • หรือมีอำนาจให้คุณหรือให้โทษแก่ผู้ขาย

ย่อมเกิด ความเสี่ยงด้าน Conflict of Interest อย่างชัดเจน

หลักสำคัญตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 126 ก็ห้ามเจ้าพนักงานของรัฐบางตำแหน่งเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญากับหน่วยงานของรัฐที่ตนมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี

ดังนั้น การบอกว่า “ไม่ได้รับเงินเอง” ไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป หากเจ้าหน้าที่มีส่วนได้เสียหรือเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนหรือผู้เกี่ยวข้อง


6. การใช้ทรัพย์สินของ อบต.

อีกเรื่องที่ต้องระวังมากคือ

ทรัพย์สินของราชการต้องใช้เพื่อราชการ

ตัวอย่างเช่น

  • รถยนต์ส่วนกลาง
  • รถบรรทุก
  • เครื่องจักร
  • เครื่องมือช่าง
  • คอมพิวเตอร์
  • เครื่องพิมพ์
  • โทรศัพท์ราชการ
  • อินเทอร์เน็ต
  • วัสดุสำนักงาน
  • อาคารสถานที่
  • บุคลากร
  • เวลาราชการ

ไม่ควรนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือบุคคลอื่นโดยไม่มีฐานอำนาจ/การอนุญาตที่ถูกต้อง

สำนักงาน ก.พ.ร. ก็ยก การนำทรัพย์สินของราชการ รวมถึงเวลา บุคลากร และทรัพยากรของรัฐไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง เป็นตัวอย่างของความเสี่ยงด้านการขัดกันแห่งผลประโยชน์


7. การใช้ “เวลาราชการ” ก็เป็นผลประโยชน์ของรัฐ

เรื่องนี้มักถูกมองข้าม

เช่น

เจ้าหน้าที่ อบต. ใช้เวลาราชการ 2 ชั่วโมงไปจัดการธุรกิจส่วนตัว

แม้ไม่ได้เอาเงิน อบต. ไป ก็ยังมีปัญหาได้ เพราะ เวลาราชการและเวลาการปฏิบัติหน้าที่เป็นทรัพยากรของรัฐ

เช่นเดียวกับการใช้

ลูกจ้าง/พนักงานของ อบต. ไปช่วยทำงานส่วนตัว

ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน


8. ข้อมูลราชการก็เป็น “ทรัพยากร” ที่ต้องระวัง

ตัวอย่างเช่น เจ้าหน้าที่รู้ข้อมูลก่อนบุคคลทั่วไปว่า

  • อบต. กำลังจะซื้อที่ดิน
  • กำลังจะก่อสร้างถนน
  • กำลังจะออกโครงการ
  • จะมีการจัดซื้อจัดจ้าง
  • ราคาประมาณการ
  • TOR
  • รายชื่อผู้เสนอราคา
  • ข้อมูลผู้ประกอบการ
  • โครงการที่จะทำในพื้นที่

แล้วนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวหรือบอกบุคคลที่ตนสนิท

เป็นสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงมาก


9. ถ้าเกิด “ความสงสัยว่าตนเองมีส่วนได้เสีย” ควรทำอย่างไร

หลักปฏิบัติที่ปลอดภัยสำหรับเจ้าหน้าที่คือ

ขั้นที่ 1

อย่ารีบเข้าไปมีส่วนในการพิจารณา

ขั้นที่ 2

แจ้งผู้บังคับบัญชาโดยเร็วว่าอาจมีส่วนได้เสียหรือมีความสัมพันธ์กับคู่กรณี

ขั้นที่ 3

ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่ควร

  • ถอนตัว
  • ไม่ร่วมพิจารณา
  • ไม่เป็นกรรมการ
  • ไม่ลงนาม
  • ไม่ให้ความเห็น
  • หรือดำเนินการอย่างไรเพื่อให้กระบวนการเป็นกลาง

หลักการของการแยกตัวเมื่อเกิดความเคลือบแคลงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนปรากฏอยู่ในแนวทางด้านจริยธรรมของภาครัฐด้วย โดยให้ยุติการดำเนินการไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีหน้าที่พิจารณา


10. “ญาติทำธุรกิจกับ อบต.” ผิดหรือไม่?

ไม่สามารถตอบว่า “ผิดทุกกรณี” ได้

ต้องแยกเป็น 2 เรื่อง

กรณีที่ 1 — ญาติเป็นผู้ขาย/ผู้รับจ้าง

การที่ญาติของเจ้าหน้าที่มีธุรกิจ ไม่ได้หมายความว่าห้ามทำธุรกิจกับ อบต. ทุกกรณี

แต่เจ้าหน้าที่ต้องไม่เข้าไปใช้อำนาจหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ญาติ

เช่น

เจ้าหน้าที่พัสดุ → ญาติเป็นผู้ขาย → เจ้าหน้าที่ออกแบบ TOR → ญาติเข้าราคา → เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจเอกสาร → เจ้าหน้าที่ตรวจรับ

กรณีแบบนี้มีความเสี่ยงสูงมาก

กรณีที่ 2 — เจ้าหน้าที่มีผลประโยชน์ร่วมกับญาติ

ยิ่งต้องระวัง เช่น

  • เป็นหุ้นส่วน
  • มีเงินลงทุนร่วมกัน
  • รับผลประโยชน์
  • เป็นผู้มีอำนาจในกิจการ
  • ช่วยดำเนินธุรกิจ
  • ได้รับผลตอบแทนจากกิจการ

กรณีนี้อาจไม่ใช่เพียง “ญาติทำธุรกิจกับ อบต.” แต่กลายเป็น เจ้าหน้าที่เองมีส่วนได้เสีย


11. เจ้าหน้าที่ อบต. ควรปฏิบัติอย่างไร — Checklist

ผมแนะนำให้เจ้าหน้าที่ใช้หลัก 7 ข้อ นี้ก่อนลงมือทำเรื่องสำคัญ

ก่อนดำเนินการ ให้ถามตัวเองว่า

1. เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตัวฉันหรือไม่?

ถ้าใช่ → ระวัง

2. เกี่ยวข้องกับครอบครัวหรือญาติหรือไม่?

ถ้าใช่ → เปิดเผยความสัมพันธ์

3. ฉันมีธุรกิจหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคู่กรณีหรือไม่?

ถ้าใช่ → ไม่ควรเข้าไปมีบทบาท

4. ฉันเป็นผู้พิจารณา/อนุมัติ/ตรวจสอบเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของตนหรือไม่?

ถ้าใช่ → เสี่ยงสูง

5. ฉันใช้ทรัพย์สินของ อบต. หรือไม่?

ถ้าใช่ → ต้องมีฐานอำนาจ/การอนุญาต

6. ถ้าประชาชนเห็นการกระทำนี้ จะสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่าเป็นการปฏิบัติเพื่อราชการ?

ถ้าตอบไม่ได้ → ควรหยุดและปรึกษาผู้บังคับบัญชา

7. ถ้าเรื่องนี้ถูกตรวจสอบโดย ป.ป.ช. หรือ สตง. ฉันสามารถแสดงเอกสารยืนยันได้หรือไม่?

ถ้าตอบไม่ได้ → อย่าเพิ่งดำเนินการ


12. สิ่งที่ “ห้ามคิดว่าไม่เป็นไร”

มีความเข้าใจผิดที่พบบ่อย เช่น

❌ “ไม่ได้รับเงิน ก็ไม่เป็นไร”

ไม่เสมอไป

❌ “เป็นญาติ แต่เราไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจ”

ต้องดูข้อเท็จจริง

❌ “หัวหน้าสั่งมา ก็ทำได้”

ไม่เสมอไป

❌ “ทำมาหลายปีแล้ว ไม่เห็นมีปัญหา”

ไม่ใช่เหตุให้การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นถูกต้อง

❌ “ไม่ได้เซ็นเอกสาร แค่ช่วยแนะนำ”

การมีส่วนร่วมในกระบวนการอาจยังเป็นปัญหาได้

❌ “เอารถราชการไปใช้ส่วนตัวแค่แป๊บเดียว”

ระยะเวลาไม่ใช่ตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว


13. ประเด็นที่ต้องแยกออกจาก “ประกาศกระทรวงมหาดไทย”

จุดนี้ผมอยากเน้น เพราะถ้าจะนำไปใช้ วินิจฉัยเรื่องเจ้าหน้าที่ อบต. ไม่ควรใช้ประกาศฉบับเดียว

ประกาศ มท. ต้องอ่านควบคู่กับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • พ.ร.ป. ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
  • กฎหมาย/ประกาศของ ป.ป.ช.
  • พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
  • ประมวลจริยธรรมที่ใช้กับบุคลากรท้องถิ่น
  • ระเบียบกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับการเงิน การพัสดุ และการใช้ทรัพย์สิน
  • กฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง
  • ระเบียบ/ประกาศเฉพาะของ อปท.

โดย ป.ป.ช. ระบุโดยตรงว่าหมวด 6 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 เป็นเรื่อง “การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม” และมาตรา 126 เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับข้อห้ามของเจ้าพนักงานของรัฐ



เข้าชม : 16


Black ribbon
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เสด็จสู่สวรรคาลัย
น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์